ภาพรวมเว็บไซต์ช้อบปิ้งออนไลน์ในไทย

Online Marketing April 20th, 2008

ในปัจจุบันคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตบางส่วน เมื่อจะหาซื้อสินค้า หลายคนมักจะเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อทำการตรวจสอบราคาสินค้า หรือทำการเลือกซื้อสินค้า ก่อนไปทำการเลือกซื้อจริง หรือบางคนก็ทำการสั่งซื้อสินค้าโดยตรงผ่านหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ซื้อสินค้า และยังสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน และยังได้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าตามท้องตลาดทั่วไปอีกด้วย

ด้วยรูปแบบของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมีหลายรูปแบบได้แก่ เว็บไซต์ แค็ตตาล็อกออนไลน์ (E-Catalog), เว็บไซต์ร้านค้าสั่งทำ (E-Tailor), เว็บไซต์ประกาศซื้อ-ขาย (E-Classfieds), เว็บไซต์ประมูลสินค้า (E-Auction) และเว็บไซต์ตลาดกลาง (E-Marketplace)

เว็บไซต์แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างทั้งในด้านลักษณะและรูปแบบของการให้ บริการ ซึ่งผู้ซื้อสามารถเข้าไปเลือกดูสินค้าตามเว็บเหล่านี้ได้ โดยเว็บไซต์ค้าขายในเมืองไทยส่วนใหญ่ ยังคงเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของแค็ตตาล็อกออนไลน์ ที่ภายในเว็บไซต์จะมีเพียงรูปภาพและรายละเอียดสินค้า ไม่มีระบบการชำระเงิน และการขนส่ง เว็บไซต์ที่เปิดขึ้นมาเป็นเพียงหน้าร้านที่ต้องการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น หากใครต้องการซื้อสินค้าจะต้องทำการติดต่อกับร้านค้าเอง

นอกจากนี้ รูปแบบการให้บริการของเว็บไซต์ E-Classified ที่ให้คนทั่วไปสามารถประกาศซื้อ-ขายสินค้าของตัวเองได้อย่างอิสระเสรี จึงทำให้เว็บไซต์ประเภทนี้ถือเป็นแหล่งที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมไปจับจ่ายซื้อ สินค้า ผ่านเว็บไซต์เหล่านี้ อาทิ www.thaisecondhand.com, www.pantipmarket.com เป็นต้น

การเติบโตของผู้ให้บริการและซอฟต์แวร์ E-Commerce
เนื่อง จากปีนี้ ธุรกิจต่างๆ เริ่มนำอินเทอร์เน็ตมาเป็นเครื่องมือในการใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารและทำ การค้ามากขึ้น ดังนั้น หลายๆ ธุรกิจต่างเริ่มให้ความสนใจที่จะเปิดเว็บไซต์ของบริษัท หรือองค์กรของตนเองเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการของตนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งส่งผลสะท้อนทำให้ตลาด การรับพัฒนาเว็บไซต์ หรือซอฟต์แวร์ประเภทเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการนำสินค้ามาขายผ่านเว็บไซต์ สามารถทำได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์เลย

ระบบชำระเงินสำเร็จรูปพร้อมใช้การ ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตถือเป็นวิธีการชำระเงิน ที่เว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ หรือช้อปปิ้งมอลล์ ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ แต่การนำระบบชำระผ่านบัตรเครดิตมาใช้ในสมัยก่อน จะต้องติดต่อกับทางธนาคารซึ่งมีกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย ทำให้การนำระบบชำระเงินผ่านบัตรเครดิตบนเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ลำบาก แต่สำหรับปีที่ผ่านมา มีผู้ให้บริการรับบริการเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น

โดยบริการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถให้บริการขายสินค้าโดยสามารถชำระผ่านบัตรเดรดิตได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับทางธนาคารเลย เพราะผู้ให้บริการต่างๆ เหล่านี้ จะทำหน้าที่ช่วยและจัดทำระบบการชำระเงินสำเร็จรูปพร้อมใช้ จึงทำให้การซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์และชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นเรื่องที่ ง่ายมากขึ้น และทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในปีที่ผ่านมา สำหรับในปีนี้ คงจะได้เห็นเว็บไซต์ต่างๆ ได้นำระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาใช้ เช่น ระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ M-Pay ของทาง AIS หรือระบบการชำระเงินผ่านทาง E-Mail ของทาง Paysbuy.com (คล้ายรูปแบบของ PayPal.com) ซึ่งจะทำให้การจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มีความสะดวกมากขึ้น

จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ในปี 2547 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้นำระบบ เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์เข้ามาใช้กับผู้ประกอบการอีคอม เมิร์ซ จากเดิมที่ยังเป็นระบบที่ยังไม่ออนไลน์ โดยผู้ที่จดทะเบียนกับทางกรมจะสามารถนำใบจดทะเบียนดิจิตอลไปติดไว้ที่เว็บไซ ต์ของตน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันความมีตัวตน ให้กับเว็บไซต์เหล่านั้น โดยมีจำนวนผู้ประกอบการที่มาจดทะเบียนกับทางกรม 1,331 เว็บไซต์

พฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ไนประเทศปี 2547
จาก การสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยประจำปี 2547 ที่ผ่านมา โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พบว่าตัวเลขของผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีสูงมากขึ้นจากเดิม 20.9% เป็น 29.9% ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน

ประสบการณ์การซื้อสินค้า และบริการทางอินเทอร์เน็ต
ข้อมูล จากรายงานผลการสํารวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2547 โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ โดยมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะต่ำกว่าหนึ่ง พันบาท และกลุ่มที่ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมีมูลค่ามากกว่า 40,000 บาท มีเพียงร้อยละ 1.8 เท่านั้น

อนาคตการซื้อขายสินค้าออนไลน์
ด้วยจำนวนเว็บไซต์ ประเภทอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วในทุกกลุ่มธุรกิจ, ระบบการชำระเงินมีความหลากหลายและสะดวกมากขึ้น, จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมจับจ่ายและซื้อหาสินค้ากันทางเว็บไซต์มากขึ้น จะทำให้ภาพรวมของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของเมืองไทยเติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนของธุรกิจเริ่มขยับขยาย โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลักในการขายสินค้าอีกช่องทางหนึ่งอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การทราบถึงข้อมูลภาพรวมของธุรกิจประเภทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นับว่าเป็นสิ่ง สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าว เพราะข้อมูลสถิติเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจแนวโน้มของตลาด และพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มคนในสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

อ้างอิงจาก: นิตยสาร e-commerce

Tags: ,

ประเภทของ Online Marketing

Online Marketing April 16th, 2008

ด้วยยุดปัจจุบันเป็นยุคของสารสนเทศ (Information Age) เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทใน ชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ ซึ่งมีการแข่งขันกันสูง จึงพยายามแสวงหากลยุทธ์ข้อได้เปรียบ ต่างๆ เข้ามาช่วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เทคโนโลยีที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต

แม้ในเรื่องของการตลาดก็มีการนำเอาอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ เรียกว่า การทำการตลาดแบบออนไลน์ (Online Marketing) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด (interactive Marketing) หมายถึงการ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ และได้รับการตอบกลับ อย่างรวดเร็ว หรือในลักษณะแบบทันทีทันใด กล่าวโดยง่ายก็คือ การสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อทำการตลาด นั่นเอง ในการทำการตลาดแบบออนไลน์นั้น มีหลักเกณฑ์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ดังต่อไปนี้ คือ

โปรแกรมค้นหา และสารบบ (Search engines and Directories)

การสืบค้นข้อมูลด้วยโปรแกรมการค้นหาเป็นเรื่องที่นิยมกันมาก เนื่องจากสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่าง รวดเร็ว เพราะมีการจัดหมวดหมู่หรือสารบบเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เช่น หมวดธุรกิจ คอมพิวเตอร์ สุขภาพ กีฬา สมุนไพร เป็นต้น ผู้ใช้ในปัจจุบันนิยมสืบค้นหาข้อมูลบนโปรแกรมการค้นหากันอย่างมาก โดยเฉพาะเว็บไซต์ยอด นิยมอย่าง www. google.com ซึ่งมีเว็บเพ็จที่เชื่อมโยงมากกว่า 3 พันล้าน ดังนั้น หากผู้ประกอบการธุรกิจ รู้จัก เทคนิคนี้ โดยสามารถพิมพ์คำที่ค้นหาที่เกี่ยวกับสินค้าของเว็บไซต์ลงไปในเว็บไซต์ของโปรแกรมการค้นหา ย่อมทำ ให้ผู้ค้นหาสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมค้นหาที่นิยม นอกเหนือจาก google.com แล้วก็ยังมี overtrure.com, inktomi, looksmart, findwhat, yahoo, altavista เป็นต้น

การทำการตลาดแบบแนวรุกกับดึงดูด (Push Versus Pull Marketing)

การทำการตลาดลักษณะนี้ ได้แก่ การโฆษณาไปตาม E-Mail Address ของลูกค้า เพื่อขายสินค้า มีการ ลดแลกแจกแถมมากมาย มีคูปองส่วนลด ซึ่งเป็นการเข้าถึงลูกค้าได้เป็นการส่วนตัว การโฆษณาดึงดูดลูกค้า ผ่านทาง E-Mail และอินเตอร์เน็ตนี้ มีตัวอย่างมากมาย เช่น การโฆษณาของการทำงานที่บ้าน (Work at home) หรือการ โฆษณาขายโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งขายเครื่องคอมพิวเตอร์มือสอง เป็นต้น

สร้างหุ้นส่วนการเชื่อมโยง (Link Partnership Building)

การเชื่อมโยงนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำธุรกิจ เนื่องจากในระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ปัจจุบัน มี สินค้าขายอยู่หลากหลายชนิด เช่น หากเราต้องการจะขายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เราต้องเอา เว็บไซต์ของเราไปเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ OTOP ของรัฐบาล ซึ่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้พัฒนาเว็บไซต์นี้ขึ้นโดยใช้ชื่อว่า www.ThaiTambon.com เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายสินค้า  OTOP ประโยชน์ที่ได้รับจากการสร้างหุ้นส่วนการเชื่อมโยงคือ

(1) ทำให้ลูกค้าเข้าถึงเป้าหมายบนเว็บไซต์ของเรา มากขึ้น
(2) ทำให้อัตราการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราสูงขึ้น และ
(3) ช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ

กลุ่มข่าว และสภา (Newsgroups and Forums)

กลวิธีนี้นับเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากเพื่อการติดต่อสื่อสารธุรกิจ เนื่องจากลูกค้าเขาจะมีสภาพแวดล้อม ภายในของพวกเขาซึ่งอยู่ในระดับเดีเขาจะแนะนำพูดคุยสนทนาในเรื่องที่สภาหรือกลุ่มของพวกเขาสนใจ เช่น กลุ่มคนที่ชื่นชอบหรือค้าขายเครื่องประดับ อัญมณีเขาจะมีชมรมของพวกเขาอย่างเว็บ www.pixiart.com ถ้า หากสินค้าของคุณเข้าไปอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ได้ พวกเขาก็จะช่วยโฆษณาเว็บไซต์ได้อย่างดีทีเดียว

การตลาดแบบโปรแกรมตัวแทน (Affiliate Program)

การตลาดลักษณะนี้ หมายถึงผู้ที่ต้องการหารายได้พิเศษสร้างเว็บไซต์ของตนขึ้นมา และสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ที่ให้สมัครเป็นตัวแทนได้ เช่น เว็บไซต์ของวอลมาร์ท www.walmart.com สินค้าของวอลมาร์ท มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์, เครื่องใช้ภายในบ้าน, เครื่องประดับ, ของเล่นเด็ก เป็นต้น และทำการขายสินค้าให้วอลมาร์ท โดยเอาแถบประกาศ (Banner) ของวอลมาร์ทไปติดไว้ที่เว็บไซต์ของตนเอง เมื่อมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ทางวอลมาร์ทจะให้ค่านายหน้าหรือตัวแทนขาย มีตั้งแต่ 5-12% สุด แล้วแต่ข้อเสนอของเว็บไซต์นั้นๆ ธุรกิจลักษณะเช่นนี้ มีทำกันมากทั้ง amazon.com และ disney.comเป็นการบอกต่อกันในลักษณะปากต่อปากนั่นเอง ซึ่งในระบบออนไลน์จะมีกลุ่มคนที่ 3 เข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันอยู่เป็นจำนวนมาก หากมองในแง่ของธุรกิจแล้วการทำการตลาดแบบบอกต่อช่วย เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และการบริการได้ดียิ่ง

การโฆษณาแบบแถบประกาศ (Banner Advertising)

การตลาดลักษณะนี้ นับเป็นวิธีเก่าแก่ที่สุด ที่มีการใช้กันมานาน บนระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ หากมองย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 1994 การโฆษณาแบบแถบประกาศสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจมาก คือ

(1) ช่วยสนับสนุนให้ ยี่ห้อเป็นที่รู้จัก
(2) ช่วยเสริมยี่ห้อให้คนจำได้ และ
(3) กระตุ้นสิ่งใหม่ๆ หรือช่วยให้คนเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น

ความก้าวหน้าในการทำตลาดออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการตลาดเหล่านี้ นับว่าเป็นกลยุทธ์ในต่างประเทศนิยมทำกันมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจลักษณะนี้ เพียงแต่ว่าต้องมีกฏหมายด้านอินเตอร์เน็ตและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออกมา รองรับการทำธุรกรรมเหล่านี้อย่างครอบคลุมทั่วถึง

ที่มา: หนังสือพิมพ์บิสเนสไทย

Tags: ,

Copyright © 2008 iBiz Network Co., Ltd. Powered by wordpress, Theme by ericulous